YOU & YOUR CAR SERVICE AUTO FINANCE SERVICE K AUTO SMILES CLUB : MEMBER
ความรู้พื้นฐานรถยนต์ แนะนำรถยนต์ใหม่ ในช่วง 3 เดือน
ค้นหารถยนต์ใหม่ Tip การดูแลรักษารถยนต์
การตกแต่งรถยนต์ / แนะนำร้านค้า ข่าวสารวงการรถยนต์
New Articles Section K Auto Blog
Car On The Move Recommendations
Car Auction รถยนต์ใช้แล้ว
บริการทางการเงินเพื่อซื้อรถยนต์ บริการทางการเงินเพื่อเงินสด
บริการสินเชื่อสัญญาเช่าทางการเงิน บริการสินเชื่อเพื่อผู้แทนจำหน่ายรถยนต์
FAQ เรื่องสินเชื่อ บริการทางการเงินครบวงจร
แนะนำการใช้บริการ สิทธิประโยชน์พิเศษ สำหรับสมาชิก
Enquiry KL e-mag
ลุ้นรับบัตรชมภาพยนต์ KL Members
 
  หน้าหลัก
  ความรู้พื้นฐานรถยนต์
  แนะนำรถยนต์ใหม่ ในช่วง 3 เดือน
  ค้นหารถยนต์ใหม่
 
  Tip การดูแลรักษารถยนต์
  การตกแต่งรถยนต์ / แนะนำร้านค้า
  ข่าวสารวงการรถยนต์
  New Articles Section
  K Auto Blog
  Car On The Move
  Recommendations



Did You Know ?
The first car radio was invented in 1929.

การซื้อรถแต่ละครั้ง แม้จะเป็นรถมือสอง แต่มูลค่าของรถแต่ละคันก็ไม่น้อยทีเดียว ดังนั้นก่อนที่จะซื้อควรจะมีการตรวจตราพิจารณาให้ถ้วนถี่เสียก่อน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตามมา ซึ่งบางกรณีก็ถึงขั้นฟ้องร้องกันถึงโรงถึงศาล การดูรถ หากไม่มีความรู้เพียงพอ ก็อาจจะต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญให้ช่วยตรวจสอบให้
อย่างไรก็ตามในด้านของลูกค้าเอง แม้ว่าการซื้อรถจะพึ่งพาเพื่อนฝูงหรือคนรู้จักกันที่เชี่ยวชาญให้ช่วยดูให้ แต่ก็ควรจะเรียนรู้เบื้องต้นไว้บ้าง เพราะบางครั้งบางที ผู้เชี่ยวชาญเองก็อาจจะหลงลืม หรือไม่เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของคนซื้อได้

สำหรับหลักการดูรถเบื้องต้น ก่อเกียรติ กฤษดาธานนท์ เจ้าของศูนย์รถมือสอง เอ็น เค คาร์ พลาซ่า ได้แนะนำวิธีการง่าย ประกอบไปด้วย

1.ตัวถังและ โครงสร้าง เพื่อจะดูว่ามีการพลิกคว่ำ หรือชนที่รุนแรงมาก่อนหรือไม่ โดยสังเกตจากรอยตะเข็บ รอยเชื่อมต่างๆ มีความผิดปกติหรือไม่ ความโค้งงอของเสาประตู ได้รูปหรือไม่ นอกจากนั้นก็ดูสีรถไปด้วย ว่ามีร่องรอยการซ่อมสีมาอย่างไร นอกจากนั้นก็ต้องดูว่าสีรถมีตำหนิ บวม หรือซีดหรือไม่ เพื่อคำนวณค่าซ่อมแซมสี ซึ่งจะตกจุดละประมาณ 2,000-3,000 บาท ซึ่งหากมีจุดที่ต้องซ่อมมาก ก็อาจจะไม่คุ้มที่จะซื้อ

2.เครื่องยนต์ ลองสตาร์ทดูว่า เครื่องเดินเรียบดีหรือไม่ มีอาการสะดุดหรือมีเสียงผิดปกติเกิดขึ้นบ้างหรือไม่ และควรจะเดินไปดูท้ายรถว่าที่ท่อไอเสีย มีควันขาวหรือควันดำที่ผิดปกติหรือไม่ ทั้งเสียงวาล์ว เพลาข้อเหวี่ยง หรือลูกปืนไดชาร์จ ไดสตาร์ท เป็นต้น และอาจจะใช้วิธีการดมควบคู่กันไป เพราะหากไอเสียมีกลิ่นฉุนมาก แสดงว่าเครื่องยนต์เผาไหม้ ไม่สมบูรณ์

3.ระบบปรับอากาศ ตรวจดูว่า ตู้แอร์มีเสียงพัดลมดังผิดปกติหรือไม่ ด้วยการเปิด-ปิด แอร์ ถ้าเปิดแล้วเสียงดัง ปิดแล้วเงียบ แสดงว่าเริ่มมีปัญหา ดูร่องรอยการซึมของเหลวตามจุดต่างนอกเสื้อแอร์

4.ระบบเกียร์ การตรวจสอบระบบเกียร์ ไม่ได้ยากดังที่หลายคนคิด วิธีการสำหรับเกียร์อัตโนมัติ โดยการเลื่อนคันเกียร์ไปตำแหน่ง D ดูว่ามีการกระตุกที่รุนแรงผิดปกติหรือไม่ และลองใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรก (เพื่อความปลอดภัยควรใช้เบรกมือควบคู่กันไปด้วย) จากนั้นใช้เท้าขวาเหยียบคันเร่งลงไปเรื่อยๆ ถ้าหากรอบเครื่องยังอยู่ในระดับประมาณ 2,000 รอบ/นาที ถือว่าปกติ แต่ถ้ารอบเครื่องขึ้นไปได้ถึง 2,500-3,000 รอบ ก็แสดงว่าชุดคลัตช์เริ่มลื่นแล้ว ซึ่งค่าใช้จ่ายในการซ่อมก็อยู่ในระดับประมาณ 2 หมื่นบาทถึงหลักแสน

ส่วนเกียร์ธรรมดา ก็ให้ลองเหยียบเบรก เข้าเกียร์แล้วปล่อยคลัตช์ ถ้าเครื่องยนต์ไม่ดับ ก็แสดงว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนคลัตช์แล้ว

5.สภาพห้องโดยสาร เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะต้องดูอย่างละเอียด รวมถึงระบบไฟฟ้า เช่นกระจกไฟฟ้า ไฟส่องสว่าง ไฟเลี้ยว และดูว่าสัญญาณต่างๆว่าใช้ได้เป็นปกติหรือไม่ โดยที่ส่วนหน้าปัดนั้น เมื่อบิดกุญแจมาที่ตำแหน่ง ON สัญญาณต่างๆจะต้องติดทั้งหมด และเมื่อติดเครื่องยนต์สักพักหนึ่ง สัญญาณทั้งหมดที่แสดงขึ้นมาจะต้องดับ หากสัญญาณใดไม่ดับ แสดงว่าอุปกรณ์นั้นๆมีปัญหา

6.เมื่อตรวจทุกอย่างจนเห็นว่าน่าพอใจแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญก็คือ ทดลองขับ ในทุกระดับความเร็ว เพื่อตรวจจับอาการของรถว่าเป็นปกติหรือไม่ และจะให้ดีควรขับในเส้นทางหลายๆสภาพ โดยช่วงการขับก็ให้ฟังว่ามีเสียงผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งเสียงเครื่องยนต์ เสียงช่วงล่าง แล้วก็ดูการทำงานของมาตรวัดต่างๆ และอย่าลืมดูความร้อนว่าผิดปกติอย่างไรหรือไม่ และควรจะดูการทำงานของเกียร์ไปด้วย ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติ ดูว่าเปลี่ยนเกียร์ได้ครบทุกเกียร์ หรือไม่ เช่นเดียวกันเกียร์ธรรมดา ก็ควรจะพยายามลองขับให้ครบทุกเกียร์ และจับความรู้สึกของเกียร์ ว่าเข้าเกียร์ได้ปกติหรือไม่ มีเสียงดังหรือไม่




สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2551-2552 บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด